คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ผนึกกำลังร่วมกับ บริษัท เอ็นไวแล็ป แอนด์ คอนซัลแทนท์ จำกัด จัดโครงการ “ประกวดนำเสนอผลงานนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น” เมื่อวันที่ 24 กันยายน…

คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี โดย อ.ดร.นิภาพร นบนอบ ประธานหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต จัดการประชุมพิจารณาและขอรับข้อเสนอแนะในการปรับปรุงหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต (ส.บ.) หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2571 เมื่อวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 ผ่านระบบ Google Meet โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ร่วมวิพากษ์และให้ข้อคิดเห็น ได้แก่ ศ.ดร.ณรงศักดิ์ หนูสอน, รศ.ดร.ปุญญพัฒน์ ไชยเมล์, รศ.ดร.ยุวดี รอดจากภัย, ผศ.พิเศษ ดร.สมตระกูล ราศิริ และนายธนาวุฒิ รัตนชัย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกกลุ่มเข้าถึงการศึกษาสาธารณสุขที่มีคุณภาพอย่าง เท่าเทียม
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อทบทวนและปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรให้มีความทันสมัย สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยมุ่งผลิตกำลังคนด้านสาธารณสุขให้ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ชุมชน และผู้ใช้บัณฑิต ตามวิสัยทัศน์มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น การพัฒนาหลักสูตรยังร่วมตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDG ในด้านการส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุน การเรียนรู้ตลอดชีวิต ของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในอนาคต
กระบวนการพัฒนาหลักสูตรเน้นการประยุกต์ใช้ข้อคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่:
การทบทวนโครงสร้างรายวิชา: พัฒนาเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาระดับอุดมศึกษาและมาตรฐานวิชาชีพ
การเชื่อมโยงผลลัพธ์การเรียนรู้ (PLOs): ออกแบบการจัดการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์ผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรและทิศทางการพัฒนาประเทศ
การเสริมสร้างทักษะอนาคต: มุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะ lifelong learning ช่วยให้บัณฑิตปรับตัวเข้ากับระบบสุขภาพยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การประชุมวิพากษ์หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2571) คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรส. ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการผลิตกำลังคนด้านสาธารณสุข หลักสูตรที่ได้รับการพัฒนานี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้เรียนมีความเชี่ยวชาญทันต่อยุคสมัย แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีและร่วมพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป








